ซี่รี่ย์เกาหลี

เคยรู้สึกว่าตัวเองติดนิสัยเคยชินกับการเปิดทีวีช่องไหนเป็นพิเศษไหม?
เราเองเป็นคนหนึ่งที่ชินกับการกดรีโมทช่อง 3 มาก
เอะอะอะไร เอาช่อง 3 ไว้ก่อน
และ ...นี่แหละที่เป็นสาเหตุให้เราติดละครของช่องสามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้... โดยเฉพาะเรื่องแดจังกึม แม้จะถูกนำมาฉายเป็นรอบที่สองแล้วก็ตาม
ครั้งหนึ่งเคยเป็นคำถามที่เรารุ้สึก “ ทำไมมันโปรโมทเว่อร์จัง” และเคยรู้สึกต่อต้านกับ T-SER “ผู้หญิงที่ใช้ลิ้นจนได้ดี” แบบนี้ด้วย
เพราะจ้องแต่จะใช้คำสองแง่สองง่ามให้เกิด ความกระหายใคร่รู้ของผู้ชม โดยอาจลืมคิดไปว่าเป็นการทำลายคุณค่าความเป็น แดจังกึม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มนักบริโภคละครเกาหลี หรือแม้แต่ “ขาจร” อย่างเราก็ตาม คิดว่าคงมีอารมณ์ขุ่นมัวไม่น้อย หากนึกย้อนไปถึงคราวที่ช่อง 3 ออก t-ser ตัวนี้มา ( ได้ยังไง)
แต่ก็นับว่า สำเร็จ….
นอกจากกลุ่มสาวกซีรี่เกาหลีแล้ว ละครเรื่องนี้ ยังดึงขาจรมาได้อีกนับไม่ถ้วน สำหรับเราเองแล้ว แดจังกึม เป็นการเบิกฤกษ์ให้เราเปิดใจรับซี่รี่ย์เกาหลีเรื่องอื่นๆ ได้อย่างงดงาม
การผสานกิจกรรมให้ผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมและเข้าถึงละครแบบงอมแงมเป็นความชาญฉลาดของช่อง 3 ที่เชือดวิก 7 มาได้ชนิด เจ๊แดงเต้นเร่าๆ เพราะ reach เรทติ้งตกฮวบ หลังจากที่เคยหัวเราะเยาะในความพยามจะแซงของช่อง 3 มานานหลายปี
ที่จะเห็นได้ชัดตั้งแต่การทำการตลาดละครเรื่อง “ เสื้อสีฝุ่น” / “ สะใภ้ศักดินา” ที่เริ่มมีปรากฏการณ์ ทัวร์คอนเสิร์ตแบบเป็นล่ำเป็นสันที่ เซนทรัล พระราม 2 เรื่อยมา คิดเอาเองว่า เจ๊แดงเองคงขนจักกะแร้กะดิดตะหงิด ๆ ตั้งแต่
เพลงโด๊ เหล่ หมี่ ...ๆ อาลาวาดทั่วประเทศแล้วล่ะ
หลังจากแดจังกึมฟีเว่อร์ เจ๊แดงได้ตระหนักแล้วสมควรเอา แคนลำโขง ฝั่งพื้นบ้านมาสู้กะช่อง 3 มั่ง โดยหันมายอมจัดมหกรรมย่านพระราม 2 เช่นกัน ( ตามชัดๆ )
เป็นอันสมควรสรุปได้ว่า งานนี้ ช่อง 3 สำเร็จแล้ว
และช่อง3 คงอยากทนุถนอม brand royalty ไว้
จึงได้นำ “ฝากรักไว้ที่ปลายฟ้า” มาจ่อลงจออย่างรวดเร็ว แต่ที่เราไม่ชอบเป็นการส่วนตัวก็คือ มันโปรโมทเว่อร์..อีกละ ตั้งแต่ก่อน แดจังกึม จะจบประมาณหนึ่งเดือน ก็มีการลงโฆษณาตัวนี้ถี่จนน่ารำคาญ ไม่ว่าจะเป็นช่วงพักคั่นละคร ช่วงข่าวบันเทิง หรือการให้รายการยอดฮิตประจำวิกพระรามสี่ เช่น ผู้หญิงถึงผู้หญิง “ ย้ำคำย้ำพูด” จนเราเอียน ก่อนละครมาตั้งนาน หรือแม้แต่การขึ้นตัวอักษรตัวโตๆ เอาให้เห็นให้ได้ ในระดับที่ผิดปกติ เมื่อเทียบกับ การขึ้นตัววิ่งในเรื่องอื่นๆ ( และตำแหน่งก็โผล่มาวิ่งสูงกว่าปกติเยอะด้วยพิเคราะห์จากหน้าจอ ขึ้นสูงมาเป็นนิ้ว ..เชื่อมะ )
แต่เขาก็ทำสำเร็จ ( อีกแล้ว) ด้วยการพยาม “ ดัน กระทืบ ยัน ฯลฯ" แล้วแต่จะเรียกละกัน ไม่ว่าจะเป็นเกมส์ บันไดสวรรค์ ที่จะต้องนั่งดูละครครบทุกตอนเท่านั้น จึงตอบได้ และค่อยรอส่งชิงโชคอีกรอบหนึ่ง เป็นการ keep ลูกค้าอย่างดีเลยจริงๆ ของรางวัลก็ไม่ได้มากมาย เป็นเพียงสร้อยที่เหมือนกับตัวแสดงนำในเรื่องสวมใส่เท่านั้น
แต่สำหรับในมุมมองของเรา... ละครเรื่องนี้มันเน่ายิ่งกว่าบ้านทรายทอง เศร้าเว่อร์ ร้ายเว่อร์ นางเอกแสนดีเว่อร์ ลักษณะเนื้อเรื่องการวางโครงพื้นๆ มาก ไม่ได้มีความสลับซับซ้อนอะไรเลย ฉากที่ในการดำเนินเรื่องส่วนใหญ่หมดไปกับพระนาง ที่ตามหากันไปมา แล้วคลาดกันเพียงพระเอกหันหน้าไปทางซ้าย นางเอกเดินผ่านทางขวา นางเอกคิดว่าตัวเองไม่ดี หลีกหนีไป พระเอกตามง้อ นางอิจฉาแสนเลวกลั่นแกล้ง แม่เลี้ยงใจร้าย.... เฮ้ยยย มันละครบ้านเราดีๆ นี่เอง ไม่เห็นต้องซื้อมาฉายเลย...
ที่รู้สึกแย่กว่านั้น คือ การแสดงของตัวละครที่โอเว่อร์มากจนเหมือนละครเวที....
แม้จะพยามดัน และแม้จะประสบความสำเร็จซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นไปตามการผลักของตลาดโฆษณาธรรมดาๆ ดีๆ นี่เองก็ตาม แต่เราคิดว่าวิกพระรามสี่ คงตระหนักในจุดนี้ดี จึงคิดกลยุทธ รักษาอารมณ์และผู้ชมไว้ด้วยการเอา “ หมอโฮจุน “ มาเสียบ ซึ่งได้เลือกให้มีลักษณะของ แดจัง กึม แทบไม่มีผิดเพี๊ยน และสอดคล้องกับความต้องการของคนดูที่เรียกร้องให้นำแดจังกึมมาฉายใหม่ จึงได้นำแดจังกึมมาลงในช่วงเย็น จ- ศ เป็นรอบสอง เพื่อเรียกน้ำย่อย ก่อนนำ หมอโฮจุนเข้ามา โดยไม่สะดุดอารมณ์เพราะเจอฝากรักไว้ที่ปลายฟ้า มาคั่น โดยอาจเห็นได้จากโฆษณาที่นำภาพแด จังกึมมาซ้อนแล้วพากย์เสียงเข้าไปว่า "จังกึม เจ้าจะไปไหนน่ะ / ข้าจะไปดูหมอโฮจุน"
สำหรับลักษณะของ หมอโฮจุน จะเห็นได้ว่ามีความคล้ายคลึง
ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของ
1. period
2./การเล่าเรื่องแบบชูประเด็นความเด่นไปที่ตัวบุคคลในเรื่อง คือ หมอโฮจุน
3.ทีมสร้างชุดเดียวกัน ผู้กำกับเดียวกัน นักแสดงหลายตัวในเรื่องเป้นชุดเดียวกับจังกึม
4.ถูกอ้างว่า บุคคลในเรื่องมีตัวตนจริง
5.แดจังกึม เป็นหมอฝังเข็มแต่ หมอโฮจุน เป็นหมอแมะ (เพื่อนที่ดูแล้ว บอกมาอีกที ประมาณว่า หมอจับเส้น)หมอคนนี้น่าจะมีชื่อเสียงมากกว่า จังกึม เพราะมีบันทึกประวัติ แถมภาพ รวมถึงรูปปั้นด้วย แดจังกึมมีตัวตนอยู่จริง ช่วงประมาณ สมเด็จพระรามาธิบดีที่2 ของไทย เกิดในรัชสมัย เยซังคุง ผู้วิปลาศ (1494-1506) จนถึงพระเจ้าจุงจง (1506-1544) จนถึงพระเจ้าอินจง (1544-1545) จนถึงพระเจ้าเมียงจง (1545-1567) แห่งราชวงศ์โชซอนหมอโฮจุน น่าจะเป็นรุ่นลูกจังกึมนะ เพราะมีชีวิตในช่วง พระเจ้าเมียงจงโอรสพระเจ้าจุงจง จนถึงพระเจ้าเซนโจ (1567-1608) และสิ้นชีพในสมัย กวางแฮกัน (1608-1623)
6.คาดว่านางเอก ในหมอโฮจุน คงไม่เด่น เช่นเดียวกับ แด จังกึม ที่ พระเอก ไม่เด่น
ฯลฯ
ดังที่เราเองเคยเขียนไว้เล่นๆ ในจูริสคลับ เกี่ยวกับละครแดจึงกึม ( เอามาลงให้อ่านกันในนี้เลยละกัน)
ดังนี้
เรื่องย่อ เมื่อ 500 ปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาสมัยของราชวงศ์ Chosun ประเทศเกาหลียังคงปกครองด้วยระบบกฎเกณฑ์ที่ผู้ชายเท่านั้น จึงจะสามารถมีอำนาจเป็นใหญ่กว่าผู้หญิงได้ Dae Jang Geum - Jewel in the Palace สร้างมาจากเรื่องจริงของหญิงสาวผู้เป็นตำนานนามว่า Jang Geum ซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรกของเกาหลีที่เป็นแพทย์คอยรักษาอาการเจ็บป่วย ให้กับเชื้อพระวงศ์ในพระราชสำนัก เธอเป็นเด็กที่เกิดจากครอบครัวสามัญชนที่มีฐานะยากจน Jang Geum สูญเสียพ่อและแม่ไปตั้งแต่เธอยังเด็ก ด้วยเหตุผลทางการเมืองในสมัยนั้น คือ การลอบปลงพระชนม์คนสำคัญในพระราชวัง แม่ของเธอ ( ปาร์ค เมียง ยอ) กลับล้วงรู้ความลับนี้ จึงเป็นที่มาให้ถูกตามล่าเอาชีวิตเพื่อหวังปิดปาก โดยนางกำนัลตระกูลแช ( แชซังกุงในเวลาต่อมา) เมื่อแม่ของเธอรอดตายเพราะความช่วยเหลือจากเพื่อนรัก ( ฮันซังกุงในเวลาต่อมา) และนายทหารคนหนึ่ง ( พ่อของแดจังกึมนั่นเอง) ครอบครัวของเด็กหญิงจังกึมอยู่กันอย่างมีความสุขในหมู่บ้านแห่งหนึงตลอดมา จนวันหนึ่งได้ถูกตามล่าอีกครั้ง ครอบครัวของเธอแตกสลายคนละทิศทางอย่างน่าเวทนา ก่อนตายแม่ของจังกึมได้สั่งเสียให้จึงกึมเข้มแข็ง และใช้ความพยายามดำรงชีวิตอยู่ด้วยตนเองให้ได้ และให้หาหนทางกลับเข้าไปทำงานในวังเพื่อล้างมลทินให้แก่ตนเอง และครอบครัว และแล้ว ...โชคก็ยังเข้าข้างเธอเมื่อเธอได้มีโอกาสเข้าไปเรียนรู้วิธีการปรุงอาหารในพระราชสำนัก ด้วยความที่เธอเป็นเด็กที่ฉลาดทำให้ จังกึม กลายเป็นแม่ครัวมือหนึ่งที่ได้รับความไว้วางใจจากเชื้อพระวงศ์ และถูกใส่ร้ายจากเพื่อนจนทำให้ต้องระเห็จไปอยู่นอกเมือง มีความลำบากแสนสาหัส ภายหลัง จังกึม พยายามเรียนรู้วิธีปรุงยาจนทำให้เธอได้มีโอกาสกลับเข้าวังและมารักษาอาการเจ็บป่วยของพระราชา อย่างไรก็ตามเล่ห์กลของคนในราชวังและอำนาจทางการเมืองก็มักจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้ จังกึมต้องฝ่าฟันมันไปให้ อย่างไรก็ตาม จังกึม ก็พยายามใช้สติปัญญาที่ชาญฉลาดของเธอต่อกรกับศัตรูที่มีอยู่มากมายในราชสำนัก เพื่อทำให้มาตรฐานทางสังคมเกิดการเท่าเทียมกัน ซึ่งไม่มีผู้หญิงเกาหลีคนไหนเคยทำได้มาก่อนในประศาสตร์ของประเทศเกาหลี
แดจังกึม เป็นความมหัศจรรย์ทางอารมณ์ก็ว่าได้ เพราะเป็นละครที่ลงได้ในช่วงเวลาที่เหมาะเจาะ ในขณะที่กระแสอารมณ์ของละครเรื่องอื่นๆ กำลังตีบตัน ช่อง 3 ก็นำ " น้ำชา" มาแก้เลี่ยนได้ดีเสียนี่กระไร คำว่าแก้เลี่ยนนี้ หมายถึงอะไร เราจะเห็นได้จากการนำเสนอเนื้อหาละครของแต่ละช่อง ที่เป็นไปในแนวใกล้เคียงกันคือ เรื่องความรัก ในธีมชิงรักหักสวาท นางเอกน่าสงสารและผลท้ายสุดจบลงด้วยความสุข ( Happy Ending ) หรือละครย้อนยุค ซึ่งมี เนื้อเรื่องแย่งชิงความเป็นจ้าวยุทธภพ อย่างมังกรหยก ความเป็นฮีโร่แบบไทยๆ เช่น ขวานฟ้าหน้าดำ หรือมุ่งแสดงถึงความเป็นมาประวัติศาสตร์อย่างสี่แผ่นดิน.... แต่ไม่มีละครเรื่องใดในช่วงนี้ที่เป็นแบบแดจังกึม ( ช่วงก่อนในยุค 70 จะมี โอชิน ละครดราม่าคล้ายแดจังกึม)_________________
แก้เลี่ยนอย่างไร สนุกอย่างไร มาดูกัน
1.แดจังกึมเป็นเรื่องย้อนยุคที่แสดงให้เห็นถึงประวัติศาสตร์ชาติเกาหลี ซึ่งตามปกติที่ผ่านมาเราจะเห็นละครต่างชาติในแนวย้อนยุค ( period ) ไปในแนวอื่นดังที่กล่าวมาข้างต้น เช่น ศึกชิงยุทธภพ เรื่องราวเกี่ยวกับความรักของตัวเอกในละครเสียมากกว่า
2.เป็นการนำเสนอที่แปลก เมื่อเทียบกับความนิยมในเนื้อหาที่ผู้ชมมักชื่นชอบความเป็น “ ดารา” กล่าวคือ เลือกชมตามดารานำแสดงที่ตนเองชื่นชอบ / หรือ ความ “ดัง” ของบทประพันธ์ในอดีต เช่น บ้านทรายทอง ดาวพระศุกร์ แต่ปางก่อน ฯลฯ ด้วยเนื้อหาและความนิยมในอดีตก็สามารถการันตีความสนุก และดึงดูดให้ผู้ชมให้ความสนใจได้ไม่ยาก แต่ แดจังกึม เป็นละครที่นำเสนอโดยใช้จุดเด่นในตัวละครเอง จะเห็นได้จากการโฆษณาว่า “ หญิงที่ใช้ปากจนได้ดี ” ไม่ได้ใช้ดารา เพราะคนไทยส่วนใหญ่ก็มิได้รู้จัก ลียอง เอ ( นางเอกของเรื่อง) เป็นแน่ จะใช้ความดังของบทประพันธ์ก็คงมิได้มีคนไทยส่วนใหญ่รุ้จักอีกเช่นกัน ( หลังจากได้รับความนิยมสูงทางทีวี จึงเพิ่งตีพิมพ์เป็นหนังสือฉบับแปลภาษาไทยด้วยซ้ำ )
3.แดจังกึม เป็นละครที่ใช้ผู้หญิงเป็น “ ฮีโร่” เมื่อเทียบกับละครเรื่องอื่นๆ เราจะพบว่า ตัวเอกในการดำเนินเรื่องจะเป็น คู่ แม้หากพบตัวละครเอกเพศชาย ( พระเอก ) ในเรื่องแดจังกึมก็สามารถสังเกตได้ว่าจะมีบทบาทสูงขึ้นมาเพียงช่วงครึ่งหลังของละครเท่านั้น จุดเริ่มหรือจบของเนื้อหาละครไม่ได้แขวนไว้กับการกระทำ หรือการตัดสินใจของตัวละครเพศชายเลย
4.เป็นละครที่ชูประเด็น
4.1 การเมืองไว้ในตอนต้น และทำให้เป็นที่มาซึ่งความโศกเศร้า สะเทือนใจ และแรงจูงใจของตัวเอกในเรื่อง กล่าวคือ การที่แม่ของจังกึมถูกปองร้ายฆ่าปิดปากก็เพราะไปรู้เบื้องหลังการลอบปลงพระชนม์ของพระพันปี การที่จังกึมต้องพบกับความยากลำบากต่อๆ มา ก็เพราะต่อต้านการแย่งชิงความเป็นใหญ่ทางการเมือง การช่อราษฏร์บังหลวง และ
4.2 การใช้อาหารเป็นวัฒนธรรมหลัก ( สื่อ ) ในการนำเสนอและดำเนินบทเกือบตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันทำอาหาร การคัดตัวนางกำนัล การเลื่อนชั้นซังกุง ล้วนใช้อาหารเป็นการดำเนินเรื่องทั้งนั้น แต่ก็
4.3 กลับมาจบด้วยแนวความคิดทางสังคมสมัยนั้นได้อย่างลงตัว คือ ความคิดของคนที่มองว่าผู้หญิงห้ามเลื่อนชั้น ห้ามรับราชการ ห้ามเป็นหมอเป็นได้แค่นางพยาบาล ห้ามคิดอะไรใหม่ๆ เพราจะไม่มีคนเชื่อถือความคิดริเริ่มนั้น ( ตอนที่จังกึมพบวิธีฝังเข็มให้ตัวชาเพื่อผ่าตัดได้ ) ตัวละครจังกึมก็สามารถพิสูจน์ ฝ่าฟันให้เห็นได้ว่า ผู้หญิงก็มีความสามารถเท่าเทียมชาย ( ละครเรื่องนี้ feminism พอสมควร )
5.มีความรู้ที่แฝงเข้ามาในเนื้อเรื่องมาก เช่น ประวัติศาสตร์เกาหลี พิธีการรับคนเข้าวังหลวง การคัดสรรค์เนื้อ ผัก ในการทำอาหาร การรักษาโรค เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของละครเรื่องนี้เลยทีเดียว ประกอบกับทั้งทีมงานก็เล็งเห็นความจำเป็น ความแตกต่างในเรื่องของวัฒนธรรมที่คนต่างชาติอาจไม่เข้าใจ ( ละครเขามองการณ์ไกลดีเนอะ ทำให้คนดูรู้เรื่อง ขายได้ทั่วโลก เป็นอุตสาหกรรมภาพยนตร์ดี ) ด้วยการมีพิธีกรแนะนำความรู้และธีมของละครในตอนนั้นๆ ได้ เป็นการโปรยเข้าละครก่อนดู ซึ่งเราจะไม่ได้เห็นลักาณะนี้ในละครเรื่องใด และขณะนี้ เกาหลี เป็นประเทศที่ฉลาดในแง่ของการส่งเสริมการท่องเที่ยวแนวใหม่ในอาเซียน ทำคล้าย universal studio ของฮอลลิวู๊ด ในขณะนี้ คือ มีการจัดทัวร์ของรัฐบาลเกาหลีเอง และ ทัวร์เอกชนทั่วไปในลักษณะ “ ตามรอยแดจังกึม ”
6.อารมณ์สะเทือนใจที่สอดแทรกให้คนดูได้ร่วมรู้สึกตามในทุกๆ ตอน เช่น ฉากที่แม่ของจังกึมตาย / สภาพที่จังกึมถูกรังแกในระหว่างคัดเลือกนางกำนัล / ฮันซังกุงและจังกึมเพิ่งรู้ว่าต่างก็เป็นบุคคลที่ตนเฝ้าแสวงหามานาน / จังกึมถูกใส่ร้ายจากเพื่อนร่วมงาน
สิ่งที่น่าสนใจ จากการมองจุดร่วมของซี่รี่ย์พีเรียดสองเรื่องนี้ คือ ต่างได้รับความสนใจในแง่ของการท่องเที่ยว อันเป็นรายรับของประเทศเกาหลีแบบเสือนอนกิน....
*********************************************************************************
หากท่านผู้อ่านสงสัยว่าจริงหรือไม่ ลองเข้า google เสริช คำว่า ตามรอยแดจึงกึม จะเห็นทัวร์สารพัดยี่ห้อ และราคาหลากหลายโผล่มาให้ตัดสินใจควักเงินในกระเป๋า
แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่า... คือ ภาวะทางปัญญาของท่านผู้ชมบ้านเราทั้งหลาย ที่ถูกพัดพาใหลไปในกระแสเกาหลี ทั้งเต็มใจ และ ไม่รู้ตัว...
กล่าวคือ หลังจากซี่รี่ย์สไตล์เกาหลีกำลังเป็นที่นิยม free tv หรือแม้แต่ cable tv ต่างก็พากันนำซี่รี่ย์เกาหลีมาลงจอกันเป็นแถว... ด้วยคาดหวังความสำเร็จทางสปอนเซอร์ และเอาใจผู้ชมที่ขอให้เป็น “ เกาหลี” แล้วเชื่อว่าชั้นทันสมัย ไม่ทราบว่าเราคิดไปเองหรือปล่าวนะ แต่ขณะนี้ เปิดไป ช่อง 3 5 7 9 itv หรือลอง เชคตารางออนแอร์ดูแล้วคงรู้สึกได้ว่า ตามกันจริงๆ เพราะมีร่วม 20 เรื่อง
ซึ่งอาจง่าย สำหรับผู้ผลิตรายการ เพราะแค่ซื้อมาลงจอออกอากาศ + ฮิต เพราะคนกำลังสนใจเกาหลีเยอะ แต่ผลกระทบที่ตามมาก็มี
เช่น
1.คุณเคยคิดหรือไม่ว่า จู่ๆ จะมีทัวร์การแสดงคอนเสริตของนักร้อง / ดารา เกาหลี เดือนละอย่างน้อย 2 ครั้งในประเทศไทย
2.โฆษณาเครื่องปรับอากาศ มีนางเอกเกาหลีเรื่องฮิตมาลง
3.โทรศัพท์ i-mobile แถมตั๋วคอนเสริต ที่ไม่สามารถหาซื้อได้ เว้นแต่ต้องซื้อมือถือยี่ห้อนี้
4.ทัวร์แดจังกึม ดังที่ไปบอกไปแล้ว
5.ริงโทน เกมส์ ดาวโหลด เกี่ยวกับซี่รี่ย์เหล่านี้ทั้งสิ้น ทั้งละเมิดลิขสิทธิและซื้อลิขสิทธิมาผลิต
6.เครื่องใช้ กิฟท์ชอปทั่วไป ที่มีรูปของซี่นี่ย์เหล่านี้
ล้วนเป็นกระแสมาจาก “ สื่อ” ทั้งนั้น
เงินบ้านเราเทไปที่เกาหลี อันมี “ละคร” เป็นการจุดประกาย
แล้วเมื่อไรจะพัฒนาในแบบฉบับของตัวเองได้เสียที!!!

16 Comments:
At 9:33 ก่อนเที่ยง,
suthita said…
ดูดิ๊ ว่าคราวนี้ ใครจะคนแรก
อิอิ
At 12:43 หลังเที่ยง,
ไม่ระบุชื่อ said…
คนที่สองก็ได้ฟะ
โดนเจ้าของ blog แย่งคนแรกไปแล้วนี่หว่า
แม้ว่าละครกาหลีเรื่องใหม่มันจะมีเนื้อหาพื้น ๆ แต่ก็ทำให้หลายคนน้ำตาตกสงสารตัวละครพระนางคู่นี้นะ
พูดถึงละครเกาหลีแล้วก็นึกถึงสิ่งที่ดังอีกอย่างของเกาหลี นั่นคือหมูเกาหลี ซึ่งมีนาย 'อยาก-กิน-จัง' เป็นพระเอก ส่วนนางเอกยังคิดชื่อไม่ออกเอาเป็นชื่อ 'กาญจน์ฟิด' ไปก่อนละกัน
At 10:28 หลังเที่ยง,
suthita said…
โอ... แสดงว่าเข้ามาทุกวันเลย ไม่งั้นไม่มีทางตอบเร็วขนาดนี้ :)
ที่ก้อยสงสารจนร้องไห้ไอ้เรื่องฝากรักเนี้ย ก็เพราะว่ามันมีจุดนึงที่เราดูแล้วคิดถึงตัวเอง
แต่วันก่อนที่ร้องเพราะสงสารนางเอกที่มันจะตาบอดและต้องตายทำให้มองไม่เห็นพระเอกอีกต่อไป ( อันนี้ไม่เกี่ยวกับตัวเองละ แต่ร้องเพราะบทมันน่าสงสาร )
เรื่องหมูเกาหลี.... กาญจน์ฟิตขอไม่ออกความเห็นนะคะ 5555555
At 8:55 ก่อนเที่ยง,
carré de mim said…
เขียนดีนะนี่ ขอชมเชยจากใจจริง ก้อยเป็นเด็กนิเทศจริงๆด้วย วู้ๆๆ
เรากลับไปดูแดจังกึมได้นิดหน่อยช่วงสามเดือนที่กลับบ้าน ค้นพบว่าก็สนุกแบบน่าเบื่อๆ คือ นางเอกโคดจะโชคร้าย ตัวร้ายก็ช่างโชคดี พรรคพวกมากเสียนี่กระไร แต่แม่เรานี่ติดละครเรื่องนี้งอมแงม จนเป็นเหตุรบกะเราในวันนึง เพราะเราจองร้านไว้กินข้าวเย็น แม่บอกว่าขอเลื่อนเวลาไปได้ไหม เพราะจะดูแดจังกึมก่อน ...
สำหรับเรา จังกึม เป็นละครเกาหลีที่น่าดู หากเทียบกับซีรีย์เกาหลีบางเรื่อง เช่น full house (ใครเป็นสาวก ก็อย่าด่าอีชั้นนะฮ้า)เพราะเป็นเรื่องที่มีพลอตแปลกๆ อย่างที่ก้อยเขียนไปแล้ว คือ มีจุดเด่นเป็น อาหาร ใช้อาหารเป็นคำตอบของทุกอย่าง บทบาทความรักของคู่พระนางเลยตกไป สนุกดีไปอีกแบบ
จริงๆ เราเองไม่ใช่คนชอบหนังซีรีย์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เนื่องจากขี้เกียจตามดู เรามักให้ความสนใจกับหนังที่จบไปเป็นเรื่องๆมากกว่า อีกอย่างก็คือเราไม่ชอบหนังเกาหลีแนวรักโรแมนติก เพื่อนรักลงทุนไรท์ full house เต็มชุดส่งมาให้ถึงที่นี่ เราก็ยังไม่ได้เปิดดูเลย อีกเรื่องที่ดูผ่านๆแล้วรู้สึกเหนื่อยมาก คือ ฝันรักปารีส เราเหนื่อยมากกับการรอลุ้นให้นางเอกพูดจนจบประโยค พูดช้าเหลือเกิน แล้วก็ปั้นหน้าปั้นตา เราเหนื่อยลุ้นน่ะ
แต่สำหรับหนังหรือภาพยนตร์ที่จบเป็นเรื่องๆของเกาหลีเราไม่เคยเบื่อ และรู้สึกสนุกกับการเลือกหนัง theme แปลกๆ มาดู หนังเกาหลีที่เราเคยผ่านตาก็มักจะเป็นหนังเกาหลีที่ได้รางวัลเทศกาลหนังเมืองคานส์ หรือ งานปาล์มทองคำ ภาพยนตร์เวนิซ เทศกาลหนังโตรอนโต เทศกาลโน่นนี่ เป็นหนังแปลกๆ ที่ตอนดูก็ต้องใช้สมาธิมาก ดูจบก็ต้องมานั่งคิดว่ามันต้องการจะสื่ออะไร แล้วก็ทึ่งในการหยิบยกมุมมอง อีกคนหนึ่งที่เราชอบและจะหาหนังของเค้ามาดูเสมอ คือ หว่อง คา ไว แต่ที่เราแน่ใจเสมอ คือ หนังเกาหลีเป็นหนังที่ชอบเล่นกับอารมณ์คน ไม่ว่าจะเป็น ความกลัว ความรัก หรือ ความอิจฉา
เขียนบล๊อกเรื่องหนังๆอีกสิ สนุกดี จะมาอ่านนะ
At 12:44 ก่อนเที่ยง,
C H U C K Y said…
อิอิ..คนแรกนู๋ม่ะเคยทันอยู่แว้ว แต่ตำแหน่งบ๋วยกะรองบ๋วย ใครอย่ามาแย่งนู๋นะคะ:P
(มานม่ะเคยมาเร็ว...ช้าตา-หลอด ^.^*)
นู๋เป็นคนดูแต่หนังแผ่นไม่ค่อยชอบดูทีวี แต่ชอบดูข่าวชอบดูข่าวช่อง3เลยชินกะการกดช่อง3(เหมือนพี่มั้งคะ)
อ่านบลอคพี่คราวนี้ ดีจังพี่เริ่มติดหนังเกาหลีเหมือนนู๋ (พยายามมั่วนิ่มให้พี่เหมือนมาน :P)เพราะหนังแผ่นที่นู๋ดูหนังเกาหลีเกือบทั้งนั้น อ่านแล้วขำจัง ขำที่พี่ว่าฝากรักไว้ที่ปลายฟ้าเน่ากว่าบ้านทรายทอง พี่ลืมบวกอีกเรื่องนะคะ ต้องบวกอกธรณีด้วย นู๋ก็ไม่เคยดูเรื่องนี้นะคะ แต่เห็นคนหลายคนตามบอร์ดเค้าพูดแบบพี่นี่แหละค่ะ เค้าบวกอกธรณีด้วย แปลว่าพี่ไม่ได้ดูอกธรณีม่ายงั้นคงใส่ไว้ด้วย เอิ๊กๆ ..ถึงเน่าแต่ก็หนุกเนอะพี่เนอะ ^^
อ่านเจออันนี้ขำหนักเลยค่ะ"พระนาง ที่ตามหากันไปมา แล้วคลาดกันเพียงพระเอกหันหน้าไปทางซ้าย นางเอกเดินผ่านทางขวา"
ฉากที่พี่ว่ามานมีในหนังเกาหลีเกือบทู้กเรื่องแหล่ะค่ะ ฉากลิฟท์ปิดพอดีเลยม่ายเห็นกันก็ฮิตนะคะ..อิอิ
พี่วิจารณ์ได้สมเป็นเด็กนิเทศเก่าจริงๆค่ะ อ่านแล้วเพลิ๊นเพลิน แถมได้รู้ว่า อืม เด็กนิเทศเวลาเค้าดูซีรีย์ซ้ากเรื่องเค้าไม่ได้ดูแล้วผ่านไปเลยเหมือนเราแฮะ
ว่างๆรบกวนพี่วิจารณ์หนังฝรั่งแบบครั้งที่แล้วมั่งนะคะ..นู๋ชอบอ่านที่พี่วิจารณ์ค่ะ นู๋ว่าพี่วิจารณ์ดีกว่านันทขว้างต้างเย้อ^^ (เอ่อ..ว่าแต่ว่านู๋จำชื่อคนผิดป่าวเนี่ย ปลาทองอย่างนู๋เริ่มม่ะแน่ใจ เอาเปงว่าคนนั้นที่เค้าวิจารณ์ในนสพ.แล้วกันนะคะ...คิกๆ)--นู๋เองค่ะ
At 10:56 หลังเที่ยง,
ไม่ระบุชื่อ said…
แต่ก่อนไม่มีทีวีดูกะเขา เลยฟังแต่รายการวิทยุ ต่อมาได้ทีวีมาจากเพื่อนและเสาอากาศจากพี่ที่ทำงานเลยได้มีทีวีดู (แม้จะดูอย่างผิดกฎหมายเพราะไม่มีใบอนุญาตดูทีวีก็ตาม)
รายการที่ติดตามเป็นประจำอยู่ช่องห้า ตอนตีหนึ่งครับ ถ่ายทอดสดบาส NBA แม้ภาพจะไม่ค่อยชัดเท่าไรต้องมาปรับกันทุกครั้ง
ส่วนช่องอื่น ๆ ที่จะดูก็จะเป็นรายการบันเทิง เช่น reality show, deal or no deal, the weakest link, รายการซื้อของมือสองหรือประมูลของกัน หรือสารคดีซะเป็นส่วนใหญ่ พวกข่าวนี่ฟังเอาจากวิทยุซะเป็นส่วนใหญ่ เลยมักจะเปิดข้ามช่องแรกเป็นประจำ
ถ้ามีเวลาดูทีวีจริง ๆ น่าจะติดเหมือนกัน
เวลากะทีวีเป็นของคู่กัน
At 1:17 หลังเที่ยง,
ไม่ระบุชื่อ said…
วันนี้ดูไปอีกรายการเลยพอได้ข้อสรุปมาว่ารายการเกมส์โชว์ในบ้านเรานั้น ล้วนแล้วแต่ได้รับอิทธิพลหรือซื้อลิขสิทธิ์มาจากอังกฤษเยอะมาก เพราะนอกจากรายการ the weakest link หรือ deal or no deal แล้ว วันนี้ผมเจอรายการเกี่ยวกับการทายราคาสินค้า ที่เหมือนกับที่บ้านเราฉายทางช่องห้าตอนเย็นในวันหยุด
แต่อย่างไรก็ตามรายการเหล่านี้เมื่อนำไปฉายในเมืองไทยแล้ว กลับไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร หรือไม่ก็ออกฉายเพียงชั่วคราว ไม่อาจทราบว่ามีปัญหาด้วยสาเหตุใด
ค่าสิขสิทธิ์แพง หรือไม่ถูกใจประชาชนผู้รับชมทีวี
บางรายการก็สร้างสรรค์ดี ที่ผมชอบมักจะเป็นการสลับหน้าที่กัน เช่น Mom's on strike เป็นการสลับหน้าที่กันเอาพ่อบ้านมาเลี้ยงลูก ทำงานบ้านดูบ้างซักสองสามวัน เพื่อให้รู้ว่าหน้าที่แม่บ้านนั้นเป็นอย่างไร ส่วนแม่บ้านนั้นให้พักผ่อนนอนสปา คอยติดตามพฤติกรรมของพ่อบ้านผ่านทางจอทีวีวงจรปิด มันทำให้ครอบครัวมีสีสันขึ้นเยอะเลย เพราะทำให้พ่อบ้านรู้จักหน้าที่ของแม่บ้านว่ามันน่าเหน็ดเหนื่อยซะขนาดไหน
อีกรายการนึงที่อยากจะกล่าวถึงคือ Poor little rich girl ก็เป็นการสลับหน้าที่กันอีกนั่นเอง คราวนี้ประมาณหนึ่งสัปดาห์ เป็นการสลับกันระหว่างเด็กสาวสองคน คนนึงเป็นนางแบบถ่ายภาพนู๊ด รายได้ดีมีฐานะร่ำรวยอยู่คอนโดหรูหราเพียงลำพังคนเดียว กะอีกคนเป็นคนทำความสะอาดห้องน้ำสาธารณะ ฐานะยากจนอาศัยอยู่ในบ้านเล็ก ๆ ที่มีพ่อแม่ แฟนและน้องชายร่วมอยู่ด้วยกัน ปรากฏว่าคนที่สามารถปรับตัวได้ดีกว่าจะเป็นสาวนางแบบนู๊ดซะอีก ที่ทำงานและพัฒนาผลงานได้ดี ในขณะที่อีกคนก็ตัดสินใจเข้าเรียนต่อเพื่อให้มีชีวิตที่ดีกว่า
At 9:16 ก่อนเที่ยง,
ไม่ระบุชื่อ said…
เมื่อวานพอส่ง comment ไปปุ๊บก็มีโอกาสได้ดู BB ที่เริ่มภาคใหม่ ส่งคนเข้าบ้าน 14 คน นี่ก็อีกยิ่งเป็นการย้ำให้เห็นอย่างเด่นชัดว่ารายการทีวีบ้านเรากอปปี้มาซะเยอะ แต่ที่แปลกคือรายการ BB กลับมีความโด่งดัง กว่ารายการ reality show อื่น ๆ นั่นอาจเป็นเพราะกระแสข่าว (คาว) ในแต่ละเรื่อง ช่วยส่งผลให้คนไทย (และเทศ) ผู้อยากรู้อยากเห็นความเป็นไปในความเป็นอยู่ส่วนตัวของชาวบ้านต้องเปิดมาชมกัน
At 4:18 ก่อนเที่ยง,
suthita said…
ขอบคุณสำหรับคอมเม้นทุกอันเลย
สำหรับคนข้างบน เอาไม้แยงตูดๆ อะจึ๋ยๆ 5555
ยังเล่าไม่จบเลย
มาต่อสิคะ
At 10:16 ก่อนเที่ยง,
ไม่ระบุชื่อ said…
เนื่องจากถูกไม้แยงตูดจึงต้องดูต่อเพื่อมาเล่าต่อ
วันต่อมาของ BB ก็ฉายสิ่งที่พวกเขาทั้ง 14 คน ปฏิบัติต่อกันในวันแรกที่เข้ามาพบกัน
ผมคิดว่าพวกเขาเหล่านี้คัดเลือกมาโดยมีหลักเกณฑ์หลายอย่าง
1. ต้องเป็นตัวแทนของคนทั้งชาติได้ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่จะมีทั้งหญิงและชาย หนุ่มสาวจนถึงกลางคน (ผู้สูงอายุจริง ๆ ก็น่าจะมีแต่ติดด้วยข้อจำกัดด้านสังขาร ซึ่งคงจะหาตัวแทนได้ลำบากในการเข้าร่วมทำกิจกรรมโลดโผนแบบที่ BB จะกำหนดต่อไป) เชื้อชาติต่าง ๆ เช่น จีน แขก Scotish หรือ Welsh
2. ต้องมีความเป็นตัวเองสูงมาก เช่น เงียบขรึม โวยวาย เปิดเผย ปกปิด บ้อบอ วางมาดดี เพื่อเป็นตัวแทนของบุคลิกของคนเราซึ่งจริง ๆ แล้วมีอยู่หลากหลาย หากแต่พวกเขาเหล่านี้ที่ได้รับการคัดเลือกจะเป็นตัวแทนของบุคลิกของเรานั่นเอง
3. จุดขายที่ทำให้ BB เป็นที่น่าสนใจ คือ เรื่องความรักหรือความใคร่ ซึ่งเป็นความต้องการพื้นฐานของคน
ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่รายการมักจะเลือกตัดมาฉาย เฉพาะฉากเด็ด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เพื่อให้ผู้ชมได้ติดตามและเอาใจช่วยหรือด่าทอ (ให้มีอารมณ์ร่วมกับรายการให้ได้มากที่สุด ซึ่งจะส่งผลต่อ rating ของ รายการเอง)ดังนั้นหลังจากที่ส่งตัวผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดเข้าบ้านไปแล้ว ในคืนแรกชายเจ้าชู้ก็เริ่มทำการจีบนางงามในระหว่างที่ชายเกย์จีบหนุ่มบ้า ๆ บอ ๆ ที่ดูไม่รังเกียจเกย์ คนอื่น ๆ ส่วนใหญ่ก็หลับไป
(ที่นี่ต่างจากเมืองไทยตรงที่ยอมรับผู้ที่มีความเบี่ยงเบนทางเพศได้สูงกว่า จึงทำให้ตัวแทนของผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีเกย์หรือทอมอยู่ด้วย บางคนก็เห็นได้ชัดมาก แต่บางคนก็ไม่แสดงออก)
วันนี้พอเท่านี้ดีกว่าทั้งที่จริง ๆ แล้วมีประเด็นเรื่องกิจกรรมที่ BB จัดให้ แต่เนื่องด้วยผมมีรายงานต้องส่งพรุ่งนี้ วันนี้จึงคงไม่ได้เปิดทีวีดู
At 5:10 ก่อนเที่ยง,
suthita said…
ส่งงานเสร็จแล้ว มาเล่าต่อเร็วๆ
ไม่งั้นจะถูกไม้แยงตูดต่อ 55555
At 3:19 หลังเที่ยง,
ไม่ระบุชื่อ said…
ยังไม่ส่งรายงาน แต่ต้องมาเล่าต่อด้วยกลัวถูกไม่แยง
สิ่งที่ดีใน BB ที่นี่ซึ่งไม่เห็นในบ้านเรา ก็คือ ที่นี่จะมีการวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้เข้าแข่ขันแต่ละคนโดยจิตแพทย์ ในรายการ BB Big Brian
ดังนั้นนอกเหนือจากความสนุกสนานที่จะได้รับแล้วยังทำให้คนดูได้รับความรู้ในด้านจิตวิทยาอีกด้วย เพราะการที่จะทำให้คนเข้ามาสนใจจิตวิทยาแท้ ๆ นั้นอาจจะมีไม่กี่คนที่สนใจ ตรงกันข้ามหากนำเอาพฤติกรรมของดาราหรือคนที่อยู่ในความสนใจของประชาชนมาวิเคราะห์แล้วย่อมทำให้คนดูไม่เปลี่ยนช่องหนีไป
จากความเห็นก่อน ๆ ที่ผมได้กล่าวถึงนั่นคือ BB เลือกผู้เข้าแข่งขันจากความแตกต่างเพื่อให้เป็นตัวแทนของสังคม ดังนั้นการวิเคราะห์ในทางจิตวิทยาจากพฤติกรรมของกลุ่มผู้เข้าแข่งขันนี้ย่อมทำให้คนดูเข้าใจพฤติกรรมของคนรอบข้างที่อยู่ในสังคมและรวมไปถึงตนเองได้อย่างไม่ยากเย็นนัก
นอกจากนี้ยังมีมุมมองจากคนดูในแง่ต่าง ๆ ต่อผู้เข้าแข่งขันในรายการ BB Big Mouth ซึ่งจะทำให้เราได้มุมมองในแง่ที่เห็นเหมือนหรือต่างจากเราเอง
ความแตกต่างทางความคิดไม่ใช่สิงที่ผิด แต่การไม่ยอมรับความแตกต่างนั่นเองที่น่าจะผิด เพราะในสังคมย่อมมีความแตกต่างในทุกหนทุกแห่ง ดังนั้นการยอมรับความแตกต่างย่อมเป็นสิ่งที่จำเป็น
At 3:24 หลังเที่ยง,
ไม่ระบุชื่อ said…
ว่าถึง BB ไปแล้ววันนี้ก็มีโอกาสได้ดูอีกรายการ X-Factor The Battle of Star หรือรายการ The Star ในบ้านเรานั่นเอง
สิ่งที่ต่างไปน่าจะเป็นการส่ง SMS เข้าไปในรายการนั้นจะแบ่งรายได้ 20% ให้แก่องค์กรการกุศลที่ผู้เข้าแข่งขันคนนั้นตั้งใจจะบริจาคให้
นอกจากนี้ผู้เข้าแข่งขันยังเป็นผู้มีชื่อเสียงจากวงการต่าง ๆ ที่ไม่ใช่นักร้อง และไม่ได้เข้าบ้านไปฝึกร้องเพลงหรือเต้นเป็นเวลานาน เนื่องจากมีภาระต้องทำอยู่แล้ว
เอาเท่านี้ก่อนละกันวันนี้
At 6:14 ก่อนเที่ยง,
suthita said…
ไม่เคยได้ยินรายการ X-Factor เลยค่ะ
มันจะเหมือน Fear-Facter ของไอทีวีบ้านเราไหม
At 10:52 ก่อนเที่ยง,
ไม่ระบุชื่อ said…
ไม่เหมือนหรอก เพราะมันเป็นรายการร้องเพลง แบบเดียวกับ The Star ค้นฟ้าคว้าดาว หรือ AF ของ UBC เขานั่นเอง
At 8:54 ก่อนเที่ยง,
Tick Skywalker said…
เยี่ยมครับ ไม่เสียชื่อ นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ
(คณะติดกัน)55
แสดงความคิดเห็น
<< Home